Floppy disk Evolution กันยายน 27, 2009
The earliest floppy disks, invented at IBM, were 8 inches in diameter. They became commercially available in 1971
Disks in this form factor were produced and improved upon by IBM and other companies such as Memorex, Shugart Associates, and Burroughs Corporation
![]()
8-inch disk drive with diskette
In 1976 Shugart Associates introduced the first 5¼-inch FDD and associated media. By 1978 there were more than 10 manufacturers producing 5¼-inch FDDs, in competing physical disk formats: hard-sectored (90 KB) and soft-sectored (110 KB). The 5¼-inch formats quickly displaced the 8-inch for most applications, and the 5¼-inch hard-sectored disk format eventually disappeared
![]()
5¼-inch diskette.
In 1984, IBM introduced the 1.2 megabyte dual sided floppy disk along with its AT model. Although often used as backup storage, the high density floppy was not often used by software manufacturers for interchangeability. In 1986, IBM began to use the 720 kB double density 3.5″ microfloppy disk on its Convertible laptop computer. It introduced the so-called “1.44 MB” high density version with the PS/2 line. These disk drives could be added to existing older model PCs.
![]()
Through the early 1990s a number of attempts were made by various companies to introduce newer floppy-like formats based on the now-universal 3½-inch physical format. Most of these systems provided the ability to read and write standard DD and HD disks, while at the same time introducing a much higher-capacity format as well. There were a number of times where it was felt that the existing floppy was just about to be replaced by one of these newer devices, but a variety of problems ensured this never took place. None of these ever reached the point where it could be assumed that every current PC would have one, and they have now largely been replaced by CD and DVD burners and USB flash drives.


ทำแถบแสดงสถานะ MSN หรือ ตัว CHAT ด้วยบริการฟรีของ HOTMAIL กันยายน 20, 2009
วันนี้ HOTMAIL ได้มีบริการพิเศษให้กับทุกคนเพิ่มขึ้นมา คือ สามารถให้ทุกคนนำภาพสถานะ MSN หรือ ตัว CHAT ที่หน้าตาเหมือน WLM ไปวางไว้ใน เว็บไซต์ของทุกท่านได้แล้ว แบบฟรีๆ!!!!
1. เปิดไปที่ http://settings.messenger.live.com/Applications/Default.aspx ครับ แล้วก็ Sign In เข้าสู่ระบบ ด้วยอีเมล์ที่ต้องการจะทำ

2. เสร็จแล้ว ไปติ๊กเลือก ดังภาพด้านล่าง (เสร็จแล้วกด บันทึก ด้วยนะ)

3. เสร็จแล้ว เลือกที่ “สร้าง HTML” ก็จะมีให้เลือกว่าจะใช้แบบไหน

4. บางอันสามารถปรับแต่งหน้าตาได้ด้วย

5. ก็จะได้ CODE ออกมาไปวางในตำแหน่งที่ต้องการให้แสดง

เสร็จแล้วคะ ^^
The basic of Back up กันยายน 13, 2009
การสำรวจข้อมูลและไฟล์ระบบเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่ควรทำหลังจากที่คุณได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปสักระยะ เพราะมันจะไม่ทำให้คุณต้องมานั่งคอตกในยามที่วินโดวส์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจเข้าไปเอาข้อมูลคืนได้!!!
ปัญหาระบบวินโดวส์ล่มข้อมูลสูญหาย ไวรัสกล้ำกรายเป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันจนชินตา ในปัจจุบันซึ่งผู้ใช้บางคนที่ไม่ทราบวิธีแก้ปัญหาก็ได้แต่ยกเครื่อง ไปที่ร้านซ่อมคอมพ์ และเสีย 300 บาท เพื่อรักษาทุกอาการ! โดยวิธีการปัญหาของร้านพวกนี้ก็คือ หากเข้าไปเอาข้อมูลที่คุณต้องการไม่ได้พวกเขาก็มักจะบอกคุณว่า “ต้องลงวินโดวส์ใหม่” จากนั้นก็จัดการโคลนนิ่งวินโดวส์พร้อมโปรแกรมต่าง ๆ จากฮาร์ดดิสก์ตัวหลักที่ใช้ประจำ ไปยังฮาร์ดดิสก์ของคุณ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ก็ได้วินโดวส์พร้อมโปรแกรมคืนมา แต่ทว่าโปรแกรมประเภท Anti Virus หากโคลนนิ่งมาแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องอัพเดตแพตช์มันจะไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ พอมีไวรัสใหม่ๆ มาโปรแกรม Anti Virus จะไม่มีไฟล์แพตเทิร์นของไวรัสพวกนี้ ผลที่ตามมาก็คือคอมพิวเตอร์ของคุณจะไร้ซึ่งภูมิคุ้มกัน และหากติดไวรัสเข้าละก็ ปัญหาระบบวินโดวส์ล่ม ข้อมูลสูญหาย ก็คงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง
มาแบ็กอัพข้อมูลกันเถอะ
คุณพร้อมหรือยังสำหรับการแบ็กอัพ? เพราะความเสี่ยงที่ข้อมูลและไฟล์ระบบได้รับความเสียหายจะลดลงหากคุณเริ่มต้นแบ็กอัพตั้งแต่ตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องมองหาเครื่องมือหรือโปรแกรมภายนอกมาช่วยเลยก็ยังได้ เพราะวินโดวส์ได้เตรียมมาให้คุณแล้ว หากจะถามว่าการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? อย่างแรกเลยก็คือ คุณสามารถเรียกข้อมูลกลับคืนมาได้ทุกเวลาที่ต้องการ และอย่างที่สองนั้นหากวินโดวส์เกิดล่มขึ้นมาจริง ๆ คุณก็มีวิธีรับมือกับมันด้วยตัวเอง นอกจากนั้นหากคุณมั่นแบ็กอัพข้อมูลอยู่เป็นประจำแล้วละก็ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าคุณได้เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว…
ก่อนอื่นเราไปดูกันว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้นั้น มีเครื่องมือหรือยูทิลิตี้อะไรบ้างสำหรับการแบ็กอัพข้อมูลและเรียกาคืนกลับมา เมื่อต้องการซ่อมแซม (บทความตอนนี้จะอ้างอิงถึงผู้ใช้ Windows XP เป็นหลัก)
System Restore
หนึ่งในโปรแกรมแบ็กอัพและรียกข้อมูลกลับคืน ที่หลายคนมักจะไม่ค่อยใช้งานนั้น ด้วยเหตุผลเดียวที่ว่า “ไม่รู้จะใช้ทำอะไร” เพราะไม่ทราบวิธีการใช้งานนั่นเอง! ซึ่งอันที่จริงแล้วโปรแกรม System Restore ใช้งานง่ายกว่าที่คุณคิดซะอีก เพราะวินโดวส์จะสร้างจุดสำหรับแบ็กอัพเพื่อใช้ในการเรียกข้อมูลกลับคืนให้เป็นระยะๆ อยู่แล้ว (อัตโนมัติ) ดังนั้น หากวินโดวส์มีปัญหาคุณก็สามารถใช้การ Restore ได้ทันที นอกจากนั้นหากคุณต้องการกำหนดจุดแบ็กอัพเองเพื่อเพิ่มความถี่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเรียนรู้เทคนิคอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่ยากเกินไปสำหรับคุณแน่นอน
Backup Utility
สำหรับโปรแกรมตัวที่สองนี้ ค่อนข้างมีสมรรถนะการทำงานที่สูงพอตัว เพราะไมโครซอฟท์ได้เลือกใช้ซอฟต์แวร์ของ VERITAS ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านซอฟต์แวร์โซลูชันและดาต้าเบส Backup Utility ช่วยให้ผู้ใช้ที่ต้องการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีโหมดการทำงานอย่าง Wizard ที่เพียงแคคลิ้กเมาส์ตามก็ได้เช่นกัน ซึ่งโปรแกรมก็ได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มาให้เพียบ รับรองว่าลองใช้ดูแล้วจะรู้ว่าดีจริง!
คุณสามารถใช้โปรแกรม Backup Utility โดยไปที่ Start->All Programs -> Accessories -> System Tools ->Backup
แบ็กอัพข้อมูลด้วยอุปกรณ์ฮาร์แวร์
สำหรับการแบ็กอัพข้อมูลโดยใช้อุปกรณ์นั้น แน่นอนว่าย่อมลดความ เสี่ยงจากการที่ข้อมูลอาจสูญหายได้อีกขั้น นั่นก็เพราะคุณได้สำรองข้อมูลเอาไว้มากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียวอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแบ็กอัพข้อมูลในปัจจุบันก็ได้แก่ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอกผ่านพอร์ต USB เทปแบ็กอัพ ที่มักจะใช้กับการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ ซิปไดรฟ์ (Zip Drive) เครื่องบันทึก DVD/CD นอกจากนั้นยังมีการใช้แฟลชเมโมรี่ความจุสูง รวมทั้งไมโครไดรฟ์ที่ใช้กับอุปกรณ์โมบายมาแบ็กอัพข้อมูลด้วยเช่นกันซึ่งทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ของคุณยังคงถูกรักษาเอาไว้ แม้ฮาร์ดดิสก์หลักของระบบจะได้รับความเสียหายก็ตาม ดังนั้น หากคุณมีงบเหลือพอที่จะซื้ออุปกรณ์แบ็กอัพข้อมูลสักชิ้นก็จะดีไม่น้อย!

How to check the time that your computer is opened กันยายน 6, 2009
คุณสามารถที่จะเช็คได้โดยง่ายเลยว่า COMPUTER ของคุณได้ถูกเปิดตอนกี่โมงบ้าง(มีคนมาเปิดเครื่องคุณ ตอนที่ไม่อยู่รึเปล่า) โดยมีวิธีง่ายๆดังนี้
1. คลิ๊ก MOUSE ขวาที่ ICON MY COMPUTER แล้วเลือก Manage

2. จะมีหน้าต่างแบบด้านล่างขึ้นมา

3. แล้วใช้ MOUSE เลือกไปที่ Event Viewer —> Systemแล้วจะมีข้อมูลเวลาที่เปิด COMPUTER ขึ้นมา

เพียงแค่นี้ก็เสร็จแล้ว
(รู้หรือยังว่ามครเข้ามายุ่งกับ computer ของคุณ เหอะๆๆๆ)
System & Software Maintenance สิงหาคม 30, 2009
การบำรุงรักษาระบบ (Maintenance)
การบำรุงรักษาระบบ (System maintenance) การบำรุงรักษาระบบเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งเพื่อให้ระบบทำงานได้ยอ่างต่เนื่องตามที่ต้องการ แนวทางในการบำรุงรักษาระบบนั้นที่นิยมใช้มี 4 แนวทางดังนี้
1. การบำรุงรักษาเพื่อให้มีความถูกต้องเสมอ (Corrective maintenance) คือ การบำรุงรักษาและแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบที่อาจเกิดจากการออกแบบระบบ การเขียนโปรแกรม และการติดตั้งเพื่อการใช้งาน
2. การบำรุงรักษาเพื่อปรับเปลี่ยนตามความเปลี่ยนแปลง (Adaptive maintenance) คือ การบำรุงรักษาเพื่อปรับเปลี่ยนระบบ ตามความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลและความต้องการของผู้ใช้
3. การบำรุงรักษาเพื่อให้ระบบทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด (Perfective maintenance) คือ การบำรุงรักษาระบบโดยการปรับปรุงให้ระบบทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพสูง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้
การบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ (Software maintenance) สิ่งสำคัญที่สุดในการบำรุงรักษาคือเรื่องที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ เป็นเวลาหลายปีที่ผ่านมางบค่าใช้จ่ายประมาณครั้งหนึ่งของงบทั้งหมดของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะเกี่ยวกับการใช้จ่ายในการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ ในองค์การจำนวนมากการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์จึงหันไปใช้โปรแกรม COBOL – based ข้อสรุปคือการลดค่าใช้จ่ายของการบำรุงรักษา การบำรุงรักษาในปัจจุบันจะมีโปรแกรมสำรเจรูปซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไป คือ
1. โปรแกรมปรับปรุงโครงสร้าง (Restructuring engines) คือ โปรแกรมซึ่งนำโปรแกรมโครงสร้างที่ไม่ดีออกไป และปรับปรุงเป็นโครงสร้างที่อ่านง่าน และว่ายต่อการบำรุงรักษา โปรแกรมชนิดนี้ค่อนข้างใหม่
2. การใช้รหัสสร้างโปรแกรม (Code generators) เช่น การใช้ 4GL ในการแก้ข้อผิดพลาดของ 3GL เป็นต้น
3. การใช้คลังรหัสที่นำมาใช้ใหม่ได้ (Reusable – code libraries) การใช้รหัสห้องสมุดสำหรับการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ประกอบด้วยการกำหนดรหัสที่ปลอดภัย
ประเภทของการบำรุงรักษาระบบ
1. ซ่อมบำรุงเพื่อความถูกต้อง (Corrective Maintenance) เป็นการซ่อมบำรุงเพื่อความถูกต้องของระบบ ดำเนินการเป็นลำดับแรกสุดหลังจากการติดตั้งโปรแกรม เพื่อติดตามสิ่งที่ผิดพลาดและแก้ไขให้ถูกต้องที่สุด
2. ซ่อมบำรุงเพื่อปรับเปลี่ยน (Adaptive Maintenance) เป็นการบำรุงรักษาเพื่อดัดแปลงขั้นตอนการทำงานบางส่วนของระบบตามความต้องการของผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ในการดำเนินงาน
3. ซ่อมบำรุงเพื่อความสมบูรณ์ (Perfective Maintenance) เป็นการบำรุงรักษาเพื่อความสมบูรณ์ของระบบ เพิ่มเติมลักษณะการทำงานบางอย่างเข้าไปให้ใช้งานง่ายกว่าเดิม หรือให้สะดวกมากขึ้น
4. ซ่อมบำรุงเพื่อป้องกัน (Preventive Maintenance) เป็นการทำเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในอนาคต หรือเป็นการเพิ่มความสามารถให้กับระบบ หรือเพื่อรองรับการขยายตัวของลูกค้า
กิจกรรมในการบำรุงรักษาระบบ
1. เก็บรวบรวมคำร้องขอให้ปรับปรุงระบบ
2. วิเคราะห์ข้อมูลการร้องขอเพื่อการปรับปรุง
3. ออกแบบการทำงานที่ต้องการปรับปรุง
4. ปรับปรุงระบบ
ปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนในการบำรุงรักษาระบบ
- จำนวนข้อผิดพลาดที่อยู่ในระบบ
- จำนวนลูกค้า
- คุณภาพของเอกสาร
- คุณภาพของทีมงานซ่อมบำรุง
- เครื่องมือที่ใช้ในการสนับสนุนการซ่อมบำรุง
การจัดการการซ่อมบำรุงรักษาระบบ
- บุคลากรในทีมงานบำรุงรักษาระบบ
- การประเมินประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาระบบ
- การควบคุมการร้องขอให้ปรับปรุงระบบของผู้ใช้
Computer Virus สิงหาคม 23, 2009
ไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือส่วนหนึ่ง ของรหัสคำสั่งที่ทิ้งไว้เพื่อทำความเสียหายซึ่งจะพบแนบอยู่กับไฟล์ ในอดีตไวรัสเกิดจากผู้พัฒนาซอฟแวร์ที่ต้องการป้องกันการถูกละเมิดลิขสิทธิ์โดยการ Copy จึงได้สร้างโค้ดที่มีไวรัสขึ้นพร้อมกับกำหนดเวลาในการทำลายโปรแกรม หากผู้ใช้ต้องการใช้งานโปรแกรมต่อก็ต้องชำระเงินค่าลิขสิทธิ์ทางผู้ผลิตก็จะส่ง Code ที่ใช้ในการทำลายไวรัสมาให้
ปัจจุบันไวรัสถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆมากมายหลายอย่าง
ส่วนหนึ่งก็คือความอยากรู้อยากลอง มีโปรแกรมที่ช่วยให้สร้างไวรัสได้โดยง่าย ตลอดจน Web Site เถื่อนบางแห่งที่สอนการเขียนไวรัส ดังนั้นเราจะพบว่าไวรัสในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ง่ายและมีความร้ายกาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราอาจพบไวรัส เป็นส่วนหนึ่งของมาโครภายในแอพพลิเคชั่นไฟล์ เมื่อเข้าไปอยู่ในส่วนความจำ ไวรัสจะสามารถแพร่ไปติดไฟล์คำสั่งอื่นๆ เช่น Executable file หรือพื้นที่บนดิสก์ในส่วนที่ใช้บูตเครื่อง ไวรัสในมาโครไฟล์สามารถแพร่กระจายไปได้อย่างง่ายดายเมื่อมีการเปิดไฟล์ ไฟล์ที่แนบมากับอีเมล์ก็เป็น อีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ไวรัสมาโครแพร่กระจายในระบบได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรถึงจะเรียกว่าไวรัส รหัสคำสั่งที่จะถูกเรียกว่าเป็นไวรัสนั้น
จะต้องสามารถเพิ่มจำนวนหรือติดต่อไปยังไฟล์หรือ ดิสก์อื่นๆ ได้ โดยทั่วไปไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็จะอยู่เฉยๆ จนกว่าจะมีการกระตุ้น โดยการตั้งวันที่ภายในระบบหรือโดยการกระทำบางอย่างของผู้ใช้ นอกจากจะเพิ่มจำนวนแล้ว โดยปกติคอมพิวเตอร์ไวรัสมักจะทำหน้าที่บางอย่างซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็คือการทำลายข้อมูลหรือก่อให้เกิดความรำคาญ
ไวรัสแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ- ไวรัสคอมพิวเตอร์(Computer Virus) – ไวรัสคำสั่งจำพวกม้าโทรจัน (Trojan Horse)
ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) ต่างจากม้าโทรจันตรงที่จะสามารถสำเนาตัวเอง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของโปรแกรมเข้าไปในหน่วย ความจำหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของโปรแกรมอื่น แต่มีโปรแกรมที่จะกระทำเพียงสำเนาตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อโปรแกรมอื่นๆอันนี้อาจจะเรียกว่า เวอร์ม (Worm) File Virus เป็นไวรัสที่แบบตัวเองมากับไฟล์ประเภทโปรแกรมคำสั่ง Executable file(.EXE) โดยแทรกคำสั่งเข้าไปในลำดับการทำงาน แล้วนำคำสั่งที่แนบมาในไฟล์ขึ้นมา เมื่อไฟล์ถูกเรียกให้ทำงานไวรัส ก็จะเรียกคำสั่งของตัวเองขึ้นมาทำงานเสร็จแล้ว จึงกลับไปทำคำสั่งตามลำลับปกติเกิดขึ้นรวด เร็วมาก จนผู้ใช้เองก็ไม่รู้ว่าไวรัสได้ทำงานไปแล้ว Boot Virus จะเพิ่มคำสั่งเข้าไปในบูตเซ็กเตอร์ของแผ่นฟลอปปี้ดิสก์ บูตเซ็กเตอร์ หรือระเบียนบูตหลัก Partition Sector ของฮาร์ดไดรฟ์ เมื่อเปิดเครื่องและคอมพิวเตอร์อ่านข้อมูลจากดิสก์ที่ติดไวรัส เครื่องอ่านดิสก์นี้ก็จะติดไวรัสไปด้วย และบรรจุรหัสคำสั่งของไวรัสเข้าหน่วยความจำ โดยแผ่นฟลอปปี้ดิสก์นี้ไม่จำเป็นต้องถูกบูตก็จะสามารถทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้ไวรัสจะคงติดอยู่ในส่วนความจำของเครื่อง และทำให้ฟลอปปี้ดิสก์ทุกแผ่นที่เข้าไปอ่านติดไวรัสได้โดยทั่วไปสิ่งที่กระตุ้น
Boot Virus คือวันที่หรือเวลาของระบบ
Multi-partite Virus ไวรัสประเภทนี้มีลักษณะผสมกันระหว่าง ไฟล์ไวรัสและบูตไวรัส ซึ่งสามารถแพร่กระจายเข้าไปใน Executable file ดังนั้น จึงสามารถแพร่ กระจายเข้าไปในเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว
Stealth Virus ไวรัสประเภทนี้จะซ่อนตัวโดยแอบเข้าแทรกเมื่อมีการเรียกให้ระบบทำหน้าที่บางอย่าง ไวรัสก็จะปลอมแปลงผลลัพธ์ ซึ่งดูเหมือนปกติทุกอย่าง ไวรัสที่หลบซ่อนแบบนี้ทำให้ไฟล์เสียโดยการแปลงขนาดของไฟล์ และที่ซ่อนการเปลี่ยนแปลงที่ทำกับบูตเซ็กเตอร์ และพยายามเบี่ยงเบนทำให้อ่านผิดที่
Polymorphic Virus ไวรัสประเทภนี้เปลี่ยนรูปแบบไปทุกครั้งที่แพร่กระจาย ไวรัสแต่ละรุ่นที่เกิดใหม่จะปรากฏในไฟล์ในรูปแบบและลักษณะที่แตกต่างฯ กันไป ทำให้การตรวจจับโดยการเทียบรูปแบบของไวรัส แบบเก่าใช้ไม่ได้ผลแล้ว
Macro Virus เริ่มปรากฏตัวขึ้นในปี 1995 ตัวอย่างไวรัสกลุ่มนี้ได้แก่ WORD. Concept ซึ่งถือเป็นไวรัสที่มีมานาน ที่นอกจากจะส่งผลกระทบต่อ Executable file แล้วก็ยังส่งผลกระทบต่อมาโครในซอฟต์แวร์ไฟล์ธรรมดาด้วย Macro Virus ต่างจาก Stealth Virus หรือ Polymorphic Virus ตรงที่มาโครไวรัส สามารถทำงานได้โดย ไม่ต้องการความเข้าใจหรือความซับซ้อนเท่าไหร่ แม้ว่าจะมีน้อยคนที่ได้รับความเสียหายร้ายแรงจาก ไวรัสกลุ่มนี้ แต่มันก็ก่อให้เกิดความรำคาญ และก่อกวนประสิทธิภาพการทำงานอขงทั้งระบบผู้ใช้และผู้ดูแลรักษาระบบ และอาจจะย้อนมาจัดการภายหลังก็ได้
ม้าโทรจัน ( Trojan Horses) ม้าโทรจันคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วก็จะรอเวลา โดยอาจจะมีระบบเวลาของตัวเอง เมื่อได้เวลาก็จะทำงานตาม ที่ถูกโปรแกรมไว้ โปรแกรมพวกนี้สามารถขโมยทรัพยากรของระบบหรือทำลายข้อมูลทำให้เกิดความเสียหาย แต่ไม่ถือว่าเป็นไวรัส เพราะมันไม่เพิ่มจำนวนแต่ก็ยังถือว่ามีอันตรายอยู่ดี เช่นคำสั่งพวก Logic bounds
การตรวจจับไวรัส |
| เนื่องจากในปัจจุบันมีไวรัสเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลาว่ากันว่า 1 วันมีไวรัสคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นได้อย่างน้อย 1 ตัวและทางที่ไวรัสเหล่านี้จะเข้ามาสู่คอมพิวเตอร์ก็มีมากขึ้น การที่จะบอกได้ว่ารหัสคำสั่งใดเป็นรหัสแปลกปลอม หรือไวรัสจึงเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน ทำให้โอกาสที่จะมีความผิดพลาดในการตรวจหาและกำจัดไวรัสมีมากขึ้นเช่นกันยิ่งไปกว่านั้นการตรวจจับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ เพราะไม่มีซอฟต์แฟร์ต่อต้านไวรัสตัวใดสามารถตรวจจับไวรัสได้ทุกตัวแต่อย่างไรก็ดี การใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยในการตรวจจับไวรัสก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดเนื่องจากสามารถ อัพเดทให้ซอฟต์แวร์ให้รู้จักไวรัสที่เกิดใหม่ได้ตลอดเวลาจาก Web Site ของ ซอฟต์แวร์นั้นๆ |
เรื่อง Hack สิงหาคม 16, 2009
การถูก Hack 3 วิธี
- วิธีที่ 1. Sniffer : ความเดือดร้อนโดยตรงที่ผู้ใช้ได้รับ
- ทุกตัวอักษรที่ท่านพิมพ์ผ่าน browser จะถูก Hacker มองเห็นหมด ถ้าเขาคิดจะทำ และอยู่ในระบบ LAN วงเดียวกับท่าน และเว็บที่ท่านส่งข้อมูลไม่มีบริการ SSL รองรับ ซึ่งมีเว็บมากกว่า 80% ที่ยังไม่มี ssl ไว้บริการ (ตัวเลขนี้ประมาณ เพราะเห็นบริการ ssl น้อยมาก ถ้าไม่ใช้ e-commerce)
- Netscape mail, Outlook, Eudora ที่ใช้บริการ POP3 ทุกครั้งที่ท่านเปิด get mail ใหม่ Hacker จะสามารถเห็นรหัสผ่าน และข้อมูลใน mail ทุกฉบับที่ท่านได้รับ ซึ่งมักเป็นคนในระบบเครือข่ายของท่าน แต่คนนอกก็ทำได้ ถ้า Server ที่ท่านเปิดบริการ ถูกใช้เป็นเครื่องมือ hack คนในองค์กรซะเอง
- Telnet เป็นระบบที่ผมทดสอบ hack ตัวแรก ทุกครั้งที่ท่านพิมพ์อักษรใน telnet hacker จะเห็นหมด และเห็นทีละตัวอักษร ไม่ได้เห็นเป็นชุด ๆ แบบข้อมูลใน Browser
- เกือบทุกฟรี e-mail ในไทย ยังไม่มี ssl ดังนั้นทันทีที่ท่าน พิมพ์ username และ password hacker ในร้าน net จะจับข้อมูลของท่านได้หมดว่าใช้อะไร
- hotmail.com หรือ yahoo.com จะปลอดภัยเฉพาะหน้าแรก ส่วนหน้าที่เหลือ hacker จะเห็นหมด และหน้าแรกจะปลอดภัย ต่อเมื่อท่านเลือกที่จะรักษาความปลอดภัยเท่านั้น
การใส่ password ให้เอกสาร office สิงหาคม 9, 2009
Microsoft Office เป็นโปรแกรมที่มีคนใช้งานกันอย่างแพร่หลาย
และผู้ใช้บางคนยังมีงานสำคัญขนาดที่ต้องใส่พาสเวิร์ดให้กับมันอีกด้วย
ขั้นตอนการใส่พาสเวิร์ดมีง่ายๆ
1. หลังจากที่เราพิมพ์งานเสร์จและต้องการจะ save ให้คลิกที่เมนู แล้วไปที่ Save As

2. ตั้งชื่อไฟล์แล้วคลิกที่ Tool เลือกไปที่ General Option

3. ใส่พาสเวิร์ด เข้าไปในช่อง Password to open เมื่อต้องการให้ใส่ พาสเวิร์ดเวลาเปิดไฟล์ แล้วหากต้องการให้ใส่พาสเวิร์ดเมื่อมีการแก้ไขไฟล์ ก็ให้ใส่พาสเวิร์ดที่ Password to modify นะคะ

และสุดท้าย เวลาที่เราไปเปิดไฟล์ที่ต้องใส่พาสเวิร์ด จะขึ้นหน้าต่างอย่างนี้ขึ้นมา(ดูข้างล่าง)

DBMS (Database Management System) สิงหาคม 2, 2009
เรียน database system กับ อ.อุดม มาแล้ว ก็มาดูว่า DBMS มีอะไรกันบ้างง
Stands for “Database Management System.” In short, a DBMS is a database program. Technically speaking, it is a software system that uses a standard method of cataloging, retrieving, and running queries on data. The DBMS manages incoming data, organizes it, and provides ways for the data to be modified or extracted by users or other programs.
Some DBMS examples include MySQL, PostgreSQL, Microsoft Access, SQL Server, FileMaker, Oracle, RDBMS, dBASE, Clipper, and FoxPro. Since there are so many database management systems available, it is important for there to be a way for them to communicate with each other. For this reason, most database software comes with an Open Database Connectivity (ODBC) driver that allows the database to integrate with other databases. For example, common SQL statements such as SELECT and INSERT are translated from a program’s proprietary syntax into a syntax other databases can understand.
Top 10 Concepts That Every Software Engineer Should Know กรกฎาคม 26, 2009
The future of software development is about good craftsmen. With infrastructure like Amazon Web Services and an abundance of basic libraries, it no longer takes a village to build a good piece of software.
These days, a couple of engineers who know what they are doing can deliver complete systems. In this post, we discuss the top 10 concepts software engineers should know to achieve that.
A successful software engineer knows and uses design patterns, actively refactors code, writes unit tests and religiously seeks simplicity. Beyond the basic methods, there are concepts that good software engineers know about. These transcend programming languages and projects – they are not design patterns, but rather broad areas that you need to be familiar with. The top 10 concepts are:
-
- Interfaces
The most important concept in software is interface. Any good software is a model of a real (or imaginary) system. Understanding how to model the problem in terms of correct and simple interfaces is crucial. Lots of systems suffer from the extremes: clumped, lengthy code with little abstractions, or an overly designed system with unnecessary complexity and unused code.
2. Conventions and Templates
Naming conventions and basic templates are the most overlooked software patterns, yet probably the most powerful.
Naming conventions enable software automation. For example, Java Beans framework is based on a simple naming convention for getters and setters. And canonical URLs in del.icio.us: http://del.icio.us/tag/software take the user to the page that has all items tagged software.
Many social software utilise naming conventions in a similar way. For example, if your user name is johnsmith then likely your avatar is johnsmith.jpg and your rss feed is johnsmith.xml.
Naming conventions are also used in testing, for example JUnit automatically recognizes all the methods in the class that start with prefix test.
3. Layering
Layering is probably the simplest way to discuss software architecture. It first got serious attention when John Lakos published his book about Large-scale C++ systems. Lakos argued that software consists of layers. The book introduced the concept of layering. The method is this. For each software component, count the number of other components it relies on.
4. Algorithmic Complexity
There are just a handful of things engineers must know about algorithmic complexity. First is big O notation. If something takes O(n) it’s linear in the size of data. O(n^2) is quadratic. Using this notation, you should know that search through a list is O(n) and binary search (through a sorted list) is log(n). And sorting of n items would take n*log(n) time.
5. Hashing
The idea behind hashing is fast access to data. If the data is stored sequentially, the time to find the item is proportional to the size of the list. For each element, a hash function calculates a number, which is used as an index into the table. Given a good hash function that uniformly spreads data along the table, the look-up time is constant. Perfecting hashing is difficult and to deal with that hashtable implementations support collision resolution.
6. Caching
No modern web system runs without a cache, which is an in-memory store that holds a subset of information typically stored in the database. The need for cache comes from the fact that generating results based on the database is costly. For example, if you have a website that lists books that were popular last week, you’d want to compute this information once and place it into cache. User requests fetch data from the cache instead of hitting the database and regenerating the same information.
7. Concurrency
Concurrency is one topic engineers notoriously get wrong, and understandibly so, because the brain does juggle many things at a time and in schools linear thinking is emphasized. Yet concurrency is important in any modern system.
8. Cloud Computing
Cloud computing grew out of parallel computing, a concept that many problems can be solved faster by running the computations in parallel.
9. Security
With the rise of hacking and data sensitivity, the security is paramount. Security is a broad topic that includes authentication, authorization, and information transmission.
10. Relational Databases
Relational Databases have recently been getting a bad name because they cannot scale well to support massive web services. Yet this was one of the most fundamental achievements in computing that has carried us for two decades and will remain for a long time. Relational databases are excellent for order management systems, corporate databases and P&L data.

